หากให้กล่าวถึงความพร้อมของเทคโนโลยีในวันนี้สำหรับยุค Digital Economy ผมขอหยิบยกเทคโนโลยีเด่นๆ ที่น่าจับตามองของยุคดิจิตอลนี้ ให้กับทุกท่านได้ทราบ โดยขอนำเสนอดังนี้ครับ

สิ่งแรกคือ Big Data Analysis 3.0 (BDA3.0) ซึ่งเป็นการนำข้อมูลขนาดมหาศาลจากหลากหลายแหล่งเข้ามาวิเคราะห์และดำเนินการต่อเนื่อง อาทิ ข้อมูลในระบบที่มีโครงสร้าง ข้อมูลที่เป็นข้อความ เช่น จาก โซเชียลมีเดีย หรือ ที่อยู่ใน log เรียกว่า ในยุค BDA 3.0 เราพยายามจะนำข้อมูลทุกประเภทมาประมวลผลร่วมกัน ซึ่งจะมุ่งไปที่การประมวลผลขั้นสูงหรือที่เรียกว่า advance analytical ซึ่งอาศัย ทั้ง pattern ในการวิเคราะห์ และสูตรคำนวนทางสถิติเข้ามาวิเคราะห์

ทั้งนี้ทั้งนั้น วิธีนี้ต้องมีกระบวนการด้านสถาปัตยกรรม (architecture) มาช่วยเพื่อให้ข้อมูลของระบบสามารถจัดการได้ ประมวลผลได้ บูรณาการได้ และวิเคราะห์ได้มุมมองที่หลากหลาย เนื่องจากการจะก้าวไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงได้นั้น ข้อมูลทั้งหมดต้องเป็นข้อมูลที่มีคุณภาพ เพราะหากใช้ข้อมูลไม่มีคุณภาพ ก็อาจจะทำให้ไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการ และอีกทั้งยังเสี่ยงที่จะลงทุนไปอย่างสูญเปล่า เนื่องจากโครงการ BDA มีการลงทุนสูงมาก

ดังนั้นเราจึงควรใช้ข้อมูลที่มีคุณภาพ และเริ่มทำจากโครงการเล็กๆ ก่อน เพื่อให้ทีมงานเกิดทักษะและความเชี่ยวชาญในการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูล นอกจากนี้การทำ BDA 3.0 คือการวิเคราะห์ข้อมูลในวงกว้างที่ไม่จำกัดประเภท หรือ ปริมาณของข้อมูล ดังนั้นไม่ว่าข้อมูลจะมีมากเท่าไหร่ก็ตาม BDA 3.0 ก็สามารถประมวลผลได้ ผลจาก BDA 3.0 คือ ข้อมูลวิเคราะห์ในมุมมองใหม่ๆ ที่อาจจะไม่เคยเห็น เพราะระบบ BDA 3.0 จะมีการประเมินผลแบบเรียลไทม์ให้ และยังมีความสามารถที่เรียกว่า machine learning ซึ่งเป็นการทำงานคำนวนอัตโนมัติด้วยสูตรคำนวน และสุตรทางสถิติต่างๆ และ เราจะสามารถดูข้อมูลได้ทันที โดยที่เราไม่ต้องมานั่งคิดว่าจะต้องใช้สูตรไหน เทคโนโลยีตัวนี้วิเคราะห์ให้หมดทุกมุมของข้อมูลเท่าที่เทคโนโลยีจะทำได้ ทำให้เราเห็นมุมมองใหม่ๆ ซึ่งเหมือนกับเวลาที่เราเล่น เจ้าคิวบิก นั่นคือ สามารถหมุนดูข้อมูลได้หลายมุมมอง ตัวอย่างเช่น หากคุณเหน่งใช้ e payment หรือ e banking ของธนาคารที่นำคอนเซ็ปนี้มาใช้ ธนาคารสามารถวิเคราะห์ข้อมูลคุณได้ โดยที่คุณอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณมีพฤติกรรมทางการเงินแบบนี้มาก่อน ธนาคารเองก็สามารถคิดโปรโมชั่นหรือเสนอทางเลือกที่เหมาะสมกับพฤติกรรมและตอบสนองต่อผู้บริโภคได้อย่างดี ซึ่งจะสอดคล้องกับความต้องการของ CEO หรือ CIO ที่ต้องการเห็นข้อมูลขององค์กรในมุมมองใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถพัฒนาธุรกิจให้มีความแตกต่างและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า


อีกตัวอย่างง่ายๆ อีกอย่างคือ ความสามารถของ facebook ที่ใช้ face recognition ที่จะช่วยเราล่นระยะเวลาในการแท็กเพื่อนในรูปนั้นๆ ทำให้เราเกิดความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีตัวถัดไปคือ High Performance Computing on Cloud หรือก็คือ การที่เราสามารถใช้บริการ High Performance Computing ผ่านบริการแบบ cloud ได้แล้ว ซึ่ง HPC on Cloud นี้เข้ามาเพิ่มศักยภาพในการประมวลข้อมูลอย่างมาก รองรับการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time หรือข้อมูลมหาศาลที่เราเก็บไว้ขนาดหลายพันหลายหมื่นเทอราไบต์ ทำให้เราสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาธุรกิจหรือบริการที่ให้กับลูกค้าให้รวดเร็วขึ้นได้ ซึ่ง HPC ถือเป็นเทคโนโลยีที่เสริมศักยภาพการประมวลผลข้อมูล แบบ BDA 3.0 ดังนั้นด้วย HPC on Cloud เราสามารถดูหนัง ดูแผนที่ ดูโปรโมชั่น ค้นหาข้อมูลต่างๆ ได้ทันใจ และหลากหลายกว่า

เทคโนโลยีเด่นตัวสุดท้ายสำหรับยุคนี้ ก็คือ Internet of Everything (IoE) หรือ Internet of Thing (IoT) ซ่างจะช่วยให้เราจะสามารถเปลี่ยนสิ่งต่างๆ (things, everythings) หรือสภาพแวดล้อมรอบตัวให้กลายเป็น สิ่งที่สามารถเก็บข้อมูล โต้ตอบ หรือช่วยเราดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งอัตโนมัติได้ โดยเทคโนโลยีนี้จะมี 2 ประเภท ประเภทแรก คือ อุปกรณ์ที่มาพร้อมครบสมบูรณ์ สามารถทำงานได้เลย และชิ้นส่วนอุปกรณ์เสริม ที่จะทำให้อุปกรณ์เดิมๆ ของเรา หลายเป็นอุปกรณ์ที่ทรงความสามารถ สามารถเชื่อมต่อกับ Internet ได้

ซึ่งเมื่อทุกอย่างรอบตัวกลายเป็นหน่วยคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก หรือเคลื่อนที่ หรือเก็บข้อมูลตอบโต้ จำนวนมาก ระบบที่รองรับก็จำเป็นต้องมีศักยภาพในการประมวลสูงตามไปด้วย และเมื่อเก็บข้อมูลมาก ก็จะกลายเป็นการใช้เทคโนโลยี BDA 3.0 นั่นเอง ดังนั้นทั้ง 3 เทคโนโลยีนี้ จึงมีความเกี่ยวข้องกัน และสามารถออกแบให้บูรณาการกันเป็นกระบวนการต่อเนื่องได้อีกด้วย เทคโนโลยีเหล่านี้ที่ผมกล่าวมามีการพร้อมใช้ทั่วทั้งโลกแล้วเพียงแต่ยังไม่มีการนำมาใช้ในประเทศไทย พูดได้ว่า เทคโนโลยีเหล่านี้มีความพร้อมในการให้องค์กรได้ใช้ เพราะตอนนี้ในประเทศสิงคโปร์ก็เริ่มใช้แล้ว ซึ่งในไทยขณะนี้มีการเริ่มทดลองใช้ในองค์กรใหญ่ๆ เพื่อรองรับเรื่องนี้

สิ่งที่อยากจะฝากคือ ผมอยากให้คนไทยหันมามองและทำความเข้าใจกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีความพร้อมมากขึ้น ซึ่งทั้ง 3สมาคม สมาคม CIO, สมาคม CSA และ สมาคม TITAA พยายามนำข้อมูลเหล่านี้มานำเสนอต่อทุกท่าน เพื่อสร้างให้เกิดสมดุลระหว่างเทคโนโลยีใหม่และที่กำลังใช้อยู่ ให้องค์กรไม่ล้าหลังหรือลักลั่นในการใช้เทคโนโลยีมากจนเกินไป เพราะทุกองค์กรต้องอาศัยเทคโนโลยีในการปรับปรุงพัฒนาบริการ ซึ่งหากเราอัพเดทให้เท่าทันเทคโนโลยี เราก็สามารถที่จะมาประยุกต์ใช้กับองค์กร เพื่อพัฒนาองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้มากยิ่งขึ้น และไม่ลงทุนสูงนัก